หาใจ
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๙ เมษายน ๒๕๖๕
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ถาม : ข้อ ๒๗๕๗. เรื่อง “ชอบภาพโครงกระดูก”
กราบนมัสการหลวงพ่ออย่างสูง ลูกมีคำถามจะขอความเมตตาจากหลวงพ่อได้โปรดชี้แนะให้กับลูกด้วยเจ้าค่ะ
ลูกฝึกภาวนาแรกๆ ก็ใช้บริกรรมพุทโธบ้าง ดูลมหายใจเข้าออกบ้าง แต่ก็จะนั่งภาวนาได้ไม่นาน สัก ๓๐ นาทีก็รู้สึกเบื่อ
ต่อมาลูกใช้วิธีพิจารณาร่างกายโดยนึกภาพว่าเอาสายฉีดน้ำแรงดันสูง เหมือนที่เขาใช้ล้างรถ เอามาฉีดไล่ตั้งผม หนังศีรษะ และตามเนื้อตัวร่างกาย จนเนื้อหนังหลุดกระเด็นออกไป ไล่ไปถึงอวัยวะภายใน ก็กระเด็นหลุดหายไป เหลือแต่เพียงโครงกระดูกขาวโพลนนั่งขัดสมาธิอยู่
แล้วลูกก็นึกต่อไปว่า กระดูกสีขาว พอผ่านนานไปก็กลับเปลี่ยนสีเป็นหม่นลงจนเป็นโครงกระดูกเก่าๆ และผ่านไปๆ ก็จะหลุดร่วงกองอยู่ที่พื้น เนื่องจากเอ็นร้อยรัดหลุดไปตามกาลเวลา แล้วก็ผ่านไปๆ ถูกแดดถูกฝนชะล้างจนแตกเป็นผุยผง ปลิวไปตามลมบ้าง จมดินบ้าง เวลาพิจารณาบางทีลูกจะรู้สึกเพลินและนั่งสมาธิได้นาน บางครั้งนานเกือบ ๒ ชั่วโมง และเวลาลูกเจอภาพโครงกระดูกก็จะชอบดู บางครั้งก็จะโหลดใส่โทรศัพท์ไว้ดู
ลูกขอโอกาสกราบเรียนหลวงพ่อว่า การปฏิบัติแบบนี้บ่อยๆ (เป็นการนึกภาพจินตนาการเอง ไม่ได้เกิดจากการเห็นนิมิต) การปฏิบัติแบบนี้จะถูกต้องไหมคะ และจะสามารถทำให้การปฏิบัติธรรมของลูกก้าวหน้าไปได้หรือไม่ เพราะลูกไม่ทราบว่า พอนั่งนึกภาพโครงกระดูกกลายเป็นดิน แล้วมันจะให้เราปล่อยวางได้เหมือนคนที่ปฏิบัติดูลมหายใจหรือภาวนาพุทโธหรือเปล่าคะ
บางครั้งลูกก็ใช้วิธีท่องพุทโธตอนนอน ทำแบบนี้จะถือว่าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เหลาะแหละ ไม่เลือกแนวทางใดแนวทางหนึ่ง เหมือนการปลูกต้นไม้แล้วถอนทิ้ง ปลูกใหม่เรื่อยไปหรือเปล่าเจ้าคะ
ขอความเมตตาหลวงพ่อด้วยเจ้าค่ะ
ตอบ : การปฏิบัติแบบนี้ การปฏิบัติแบบนี้ถูกต้องชอบธรรม การปฏิบัติแบบถูกต้องชอบธรรมๆ คำว่า “ถูกต้องชอบธรรม” คือผลของการปฏิบัติ
การปฏิบัติๆ กรรมฐาน ๔๐ ห้อง การทำความสงบ ๔๐ วิธีการ เพราะคนเกิดมาจริตนิสัยแตกต่างกัน คนชอบแตกต่างกัน กิเลสของคนแตกต่างกัน ความทุกข์ความยากของคนแตกต่างกัน
คำว่า “แตกต่างกันๆ” แม้แต่ชอบพุทโธๆ เหมือนกัน บางคนก็ชอบเร็วๆ บางคนก็ชอบปานกลาง บางคนก็ชอบเนิบๆ เป็นบางคนๆ ไง บางคนๆ นี่เรื่องหนึ่งนะ แล้วคนคนเดียวกันนั้นน่ะปฏิบัติ ในบางครั้งๆ สิ่งนั้นก็ถูกจริตกับเรา สิ่งนั้นมันก็น่าเบื่อหน่าย เพราะกิเลสมันพลิกแพลงตลอดไป เหมือนเรา เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็ร้าย จริตนิสัยเราก็เหมือนกัน กิเลสของเราก็เหมือนกัน เดี๋ยวมันหยาบ เดี๋ยวมันละเอียด เดี๋ยวมันครอบครองหัวใจของเรา แต่ละชั้นแต่ละตอนอยู่ตลอดเวลา
ฉะนั้น เวลาการปฏิบัติไง เขาบอกเขานึกพุทโธๆ ๓๐ นาที เขารู้สึกเบื่อแล้ว
นี่ชมนะ ชมว่ารู้จักหาอุบายวิธีการ รู้จักหาอุบายวิธีการเพื่อจะให้เราได้ปฏิบัติดีขึ้น
แล้วการหาอุบายวิธีการ อุบายวิธีการกรรมฐาน ๔๐ ห้อง การปฏิบัติอุบายวิธีการต่างๆ แต่มันจะได้ผลกับเราหรือไม่ได้ผลกับเราไง
อุบายวิธีการมันมากมายมหาศาล มันจะเพริศแพร้วดีงามขนาดไหน แต่ถ้ามันไม่ตรงกับจริตเรา เหมือนเช่นเราเจ็บป่วย เราเป็นโรคชนิดหนึ่ง เราจะไปใช้ยาอีกชนิดหนึ่งมารักษา มันจะหายได้ไหม โรคชนิดใดก็แล้วแต่ ถ้าเราใช้ยาถูกกับโรค เราใช้แล้วโรคระงับลง ผลให้เราหายจากเจ็บไข้ได้ป่วย อันนั้นถูก
นี่ก็เหมือนกัน พุทโธๆ โดยหลัก พุทโธคือพุทธะ พุทธะคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เวลาเราเตือนลูกศิษย์ทั่วๆ ไป ให้กอดพระพุทธเจ้าไว้ ให้กอดพระพุทธเจ้าไว้ เราอยู่กับพุทโธ อยู่กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปลอดภัยที่สุด ปลอดภัยที่สุด
ไอ้ว่าพุทโธๆ เพราะเราระลึกถึงไง เราระลึกถึงพระพุทธเจ้าของเรา เราระลึกถึงศาสดาของเรา เราอยู่ใกล้ชิดกับศาสดาของเราปลอดภัยที่สุด
แล้วถ้ามันไม่ได้ผลล่ะ
เราจะธัมโม สังโฆ เทวตานุสติ เราจะคิดถึงมรณานุสติ นี่ถ้ามันได้ผลๆ ไง
ฉะนั้น อย่างกรณีที่ถามมานี่ ถ้านึกพุทโธๆ แล้วมันเบื่อ มันไม่ได้ผล
ฉะนั้น พอเวลาพิจารณาของเขา เขาพิจารณาเอาสายน้ำแรงดันสูงฉีดร่างกายเลย แล้วมันเห็นสภาพอย่างนั้นน่ะ
มันเป็นสติปัญญาที่เกิดขึ้น แล้วถ้าเกิดขึ้น ทำแบบนี้แล้วมันได้ผล ดี ถูกต้อง แล้วถูกต้องด้วยอุบายวิธีการของเรา มันเป็นปัจจุบันไง มันทำแล้วมันได้ผลไง จาก ๓๐ นาทีเป็น ๒ ชั่วโมง ๒ ชั่วโมงแล้วจิตใจยังมีความสุขมีความสงบด้วย นี่ถูกต้อง แต่มันถูกต้องเฉพาะตอนนี้ไง แล้วถ้าต่อไปๆ ก็ทำแบบนี้อีก ถ้ามันยังใช้ได้อยู่ก็ดี
คำว่า “ใช้ได้อีก” เหมือนอาหารกินทุกวันๆ มันเบื่อ ไอ้ว่าพุทโธๆ แล้วมันเบื่อ นี่ก็เหมือนกัน ลองพิจารณาไป พูดดักหน้าไว้เลยนะ วางไว้ก่อน ถ้าปฏิบัติแล้วยังไม่เบื่อ ปฏิบัติไปเรื่อยๆ ถ้ามันปฏิบัติแล้วได้ผล เอาได้ผล เว้นไว้แต่มันจืดชืด แล้วมันไม่ได้ผล เราค่อยหาวิธีการใหม่ต่อไป แต่ถ้ามันปัจจุบันนี้ถูกไหม ถูก ถูกต้องเลย ทำถูก แล้วมันเป็นอุบายของเรา
ฉะนั้นว่าสิ่งที่ถูก เขาบอก เวลาเนื้อหนังมันกระเด็นออกหมดเลย พิจารณาของเขาไป สิ่งที่มันเป็นประโยชน์ก็เป็นประโยชน์กับเราได้ ๒–๓ ชั่วโมง แล้วเขาถามว่า ลูกขอโอกาสเรียนถามหลวงพ่อว่า การปฏิบัตินี้บ่อยๆ (เป็นการนึกภาพจินตนาการเอง ไม่ได้เกิดจากนิมิตใช่หรือไม่)
มันจะเกิดนิมิตตามความเป็นจริง แล้วเมื่อไหร่มันจะเกิดล่ะ เรายังไม่มีปัญญาจะสร้างตึกร้านบ้านเรือน บ้านช่องเราสูงส่งขนาดไหน เราก็มีกระต๊อบ เราก็เอากระต๊อบไว้ก่อน เรามีกระต๊อบ เราก็อยู่กระต๊อบของเรานี่แหละ
นี่ก็เหมือนกัน ถ้ามันพิจารณาของมันได้ มันเป็นประโยชน์ได้ เป็นประโยชน์กับเรา
นี่มันเป็นจินตนาการหรือไม่ มันไม่ใช่เกิดจากนิมิตที่เห็นขึ้นมาตามสัจจะความจริง พุทโธมันยังเอาไม่ได้เลย แล้วถ้าเกิดกับจินตนาการแล้วมันถูกต้องชอบธรรม ให้ภาวนาได้ ๒–๓ ชั่วโมง แล้วมีความสุข ถูกต้องไหม
ใช้ได้ เริ่มต้นก็แบบนี้ คนที่ฝึกงานๆ ฝึกงานก็เริ่มต้นจากครูพักลักจำ จากเห็นคนอื่นทำ ทำตามเขา ไม่เห็นเสียหายอะไรนี่ ก็เราจะทำงานน่ะ แต่พอทำไปๆ ทำแล้วเทคนิคมันจะดีขึ้น ความชำนาญมันจะดีขึ้น เราพัฒนาเราดีขึ้น อันนั้นต่อเนื่องไป ถ้าต่อเนื่องไป เขาเรียกภาวนาเป็น ภาวนาไปเรื่อยๆ ถูกต้อง
เขาบอกว่า มันไม่ใช่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง
สงสัยไง เวลามีความสุขก็ยังสงสัยนะ แต่เวลาเป็นความทุกข์ไม่ต้องสงสัย เวลามันเจ็บปวดไม่ต้องสงสัยเลยนะ เวลามันจะดียังสงสัยๆ อยู่เรื่อย
สิ่งที่เราทำของเราไป มันเป็นประโยชน์กับเรานี่ทำได้ แล้วทำได้มันเป็นประโยชน์ทั้งสิ้น ถูกไหม ถูก
คนบอกมันไม่ถูก
เรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา เรื่องของเขา เขาจะหัวหกก้นขวิด ปฏิบัติดีเด่นขนาดไหน เรื่องของเขา ไอ้เราปฏิบัติแล้วจิตสงบไหม ปฏิบัติแล้วได้ผลไหม แล้วถ้าได้ผล ต่อเนื่องไปได้หรือเปล่า นี่ของเรา
ของเขา เรื่องของเขา ไร้สาระ ใครจะสูงส่ง สาธุ เชิญ ตามสบายเลย แต่ของเราสิ ของเราเวลาลงทุนลงแรงแล้วมันทุกข์มันยาก ถ้ามันอยู่ในขอบในเขตของเรา แล้วทำของเราต่อเนื่องไป สิ่งที่ทำขึ้น มันทำขึ้นด้วยประโยชน์กับเรา
บางครั้งลูกก็ใช้วิธีพุทโธตอนนอนบ้าง ทำแบบนี้เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เหมือนกับเหลาะแหละไหม เหมือนกับปลูกต้นไม้ไหม
ฝึกหัดปฏิบัติเถอะ เริ่มต้นจากคนที่ไม่ปฏิบัติก็ขอให้ปฏิบัติ ถ้าไม่ปฏิบัตินะ คนไม่ปฏิบัติมันคิดอะไรก็ได้ เราจะปฏิบัติเอาตอนใกล้เสียชีวิต เราจะเป็นพระอรหันต์ไปเลย การปฏิบัติง่ายๆ
เอาสิ ถึงเวลาแล้วไม่ได้หรอก
เราเคยมีพวกพยาบาลเขามาปรึกษา บอกว่า เขาอยากจะทำโครงการเพื่อช่วยคนเจ็บคนป่วย คนเจ็บคนป่วยกำลังใกล้เสียชีวิต อยากให้นึกถึงพระ
เราก็สาธุ ถ้าเขาทำของเขาได้ ถ้าทำได้ มันเป็นภาระ เป็นหน้าที่
แต่สำหรับเรานะ กรรมนิมิตๆ เวลาคนเรามันไม่ได้ฝึกหัดมาตั้งแต่ต้น ไปฝึกหัดเอาตอนตาย พูดอย่างไรเขาก็ไม่ได้ฟัง บางทีคนที่จะฟังๆ เพราะเขายังมีสติสัมปชัญญะของเขาอยู่ แล้วเขามีวาสนา เขาฟังได้ ถ้าคนไม่มีอำนาจวาสนาฟังนะ บอกให้พุทโธๆ บอกให้เขาระลึกถึงความตาย เขาคิดถึงสมบัติของเขา เขาคิดแต่ร้อยแปด เพราะจิตใจเขาเคยไง
นี่พูดถึงว่า คนปรารถนาดีมากมาย อยากจะทำๆ
แต่ในทัศนคติของเรา กรรมจำแนกสัตว์ให้เกิดต่างๆ กัน กรรมของสัตว์ กรรมของสัตว์ที่หนักที่เบามันแตกต่างกัน ไม่ใช่ว่าเราทำแล้วเราจะประสบความสำเร็จ เราทำแล้วคนจะเชื่อถือ คนจะทำตาม
เราไม่เชื่อ เราเชื่อเรื่องเวรเรื่องกรรม คนบาปหนานะ เวลาใกล้ตาย กรรมนิมิตมันเห็นแล้ว กรีดร้องหวาดกลัว คนเราสุดโต่ง แล้วจะให้มานึกพุทโธๆ พุทโธที่ไหน
นี่พูดถึงทัศนคติเรานะ แต่ถ้าใครทำ สาธุ เชิญ ตามสบาย
นี่พูดถึงว่า คนที่คิดอยากจะช่วยเหลือคนนู้นคนนี้ อยากจะทำ
เชิญเลยถ้าทำได้ แต่ถ้ามันเป็นเวรเป็นกรรมของสัตว์ ทำอย่างไรแล้วมันก็ไปอยู่อย่างนั้นน่ะ ไส้เดือนมันอยู่ที่ดินทั้งนั้นน่ะ คนปรารถนาเอาไส้เดือนไว้บนโต๊ะอย่างนี้ เอาไว้ในห้องแอร์อย่างนี้ ไส้เดือนมันไม่ต้องการหรอก ไส้เดือนมันต้องการอยู่ที่ดิน กรรมของสัตว์ มันก็เป็นกรรมของสัตว์
แต่ถ้าสัตว์ ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ถ้าสัตว์ตัวนั้นมีสติมีปัญญา สัตว์ตัวนั้นมีความพยายามของเขา อันนั้นสาธุ อย่างนั้นน่ะ เราช่วยเหลือเจือจานอย่างนั้น
นี่พูดถึงว่า บางทีก็นึกพุทโธ บางทีมันจะเป็นการเหลาะแหละหรือไม่
เราได้ผล เราทำของเราไป เพียงแต่ว่าพอทำอะไรแล้ว เวลาสนทนาธรรมไง ไอ้นู่นก็ว่าอย่างนั้น ไอ้นี่ก็ว่าอย่างนั้น แล้วก็ฟังเขาไปทั่ว
ถ้าเรื่องของเขาเป็นเรื่องของเขา เรื่องของเราเป็นเรื่องของเรา ถ้าปฏิบัติแล้วได้ผล ทำถูกต้อง จบ
ถาม : ข้อ ๒๗๕๘. เรื่อง “การทำบุญให้ญาติและบรรพบุรุษในชาติก่อน ที่มีอัตภาพต่ำ”
กราบนมัสการหลวงพ่อ โยมมีข้อสงสัยขอเรียนถามหลวงพ่อเรื่องการทำบุญให้ญาติและบรรพบุรุษในชาติก่อนที่ยังลำบากอยู่ตามอบายภูมิ
มีคนบอกโยมว่า การทำบุญกับพระศาสนา อานิสงส์เป็นของสูงและละเอียดเกินกว่าที่ผีระดับต่ำจะรับได้ ดังนั้นญาติๆ และบรรพบุรุษของเราในชาติก่อนๆ ที่มีอัตภาพต่ำๆ ตามกรรมที่ได้กระทำไว้ จะไม่สามารถรับบุญกุศลที่เราได้ทำถวายพระศาสนาไว้ จึงยังคงตกระกำลำบากอยู่ หากจะทำบุญให้เขา ให้จัดอาหารปริมาณเป็นหม้อๆ ทั้งคาวและหวาน ตั้งไหว้ที่พื้นดิน เหมือนกับไหว้เชงเม้งของจีน เพื่อให้พวกเขาได้มากิน และหลังจากนั้นให้นำอาหารทั้งหมดแจกจ่ายให้ทาน เพื่อให้ญาติๆ ได้รับอานิสงส์จากทานด้วย
โยมขอเรียนถามว่า เรื่องที่เขาบอกโยมเป็นเรื่องจริงเท็จประการใด และสมควรทำหรือไม่ในฐานะของชาวพุทธ
กราบนมัสการหลวงพ่อด้วยความเคารพ
ตอบ : ไม่ต้องไปฟังใครหรอก เราเป็นชาวพุทธ เราเชื่อในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เราเป็นพุทธมามกะ เราไม่เชื่อการมงคลตื่นข่าว คำสอนนอกลัทธิจากพระพุทธศาสนา
ในพระพุทธศาสนา การทำทาน การทำทานแล้วอุทิศส่วนกุศล จบ อยู่ที่เนื้อนาบุญ ทำทานทั่วไปนะ เนื้อนาที่ไม่ดี มันก็ได้ผลน้อย เนื้อนาที่ดีก็ได้ผลมาก นี่ตามข้อเท็จจริง แล้วถ้าเราเชื่อในพระพุทธศาสนา การถวายทานๆ เยอะแยะ
เราบวชมาใหม่ๆ เรามาอยู่ที่นี่แหละ แล้วมันมีโยม ๒ คนเขาหน้าตื่นมาเลยนะ เขาเป็นคนจีน ตอนเช้ามันเป็นสารทขนมจ้าง เขาทำขนมจ้าง แล้วเช้าขึ้นมาบังเอิญมีพระมาบิณฑบาต เขาใส่บาตรขนมจ้างไปองค์ละหนึ่งลูก แล้วถึงสารทขนมจ้าง เขาก็เอาขนมจ้างทั้งหมดไปไหว้ที่ศาลเจ้า เขาบอกนะ มันสะเทือนใจมาก ไหว้ๆ อยู่ อยู่ข้างๆ มันมีผีเข้าเลยล่ะ
“ไอ้ที่ไหว้ๆๆ อยู่นี่กูไม่ได้กินเลย กูได้กินไอ้สองลูกเมื่อเช้านี้ กูได้กินสองลูกเมื่อเช้านี้”
ญาติเขามาเข้าตรงนั้นเลยนะ แล้วเขามาเล่าให้ฟังด้วย หน้าตื่นเลยนะ แล้วเขาก็จบ เขาก็ไม่เชื่อใครอีกเลย
ไอ้ที่ได้กิน ได้กินสองลูกนั้นน่ะ ไอ้เช้าใส่บาตรไปองค์ละลูกนั่นน่ะ ได้กินสองลูกนั้นน่ะ ไอ้ที่ไหว้เป็นถาดๆ ไม่ได้กิน
นี่เขามายืนยันเลย เพราะเขามาเล่าให้ฟังเอง แต่เราก็รับฟังไว้ นี่กรณีหนึ่ง
กรณีประเพณีของคนจีน ทำบุญให้ทาน อดกิน ไหว้เจ้ายังเหลือได้กินนะ
ก็พูดเหน็บแนมกันมาตลอด มันเป็นความเชื่อนะ สาธุ ใครทำคุณงามความดี ทุกอย่างเป็นความดี ความดีในความเชื่อของคนๆ ถ้าในความเชื่อของตนก็ในความเชื่อของเขา เขาเชื่อของเขา ทำบุญสูญเปล่า ไหว้เจ้าได้กิน
มันเป็นการเหน็บแนม
ถ้าไหว้เจ้าด้วยศรัทธา ด้วยความเชื่อ ด้วยความกตัญญูกตเวที มันก็เป็นคุณงามความดีในความเชื่อของเขา
ไอ้ความเชื่อของเราๆ ถ้าเราทำบุญตักบาตร เนื้อนาบุญของโลก เราได้หว่านพืชไปแล้ว แล้วอุทิศส่วนกุศลที่เราได้ทำนี้เพื่อญาติพี่น้องของเรา จบ นี่ตามข้อเท็จจริงไง
เขาบอกว่า ในความเชื่อของเขา เขาบอกว่า สิ่งที่ญาติของเรามันแบบว่าอยู่ในภพชาติที่ต่ำ ไอ้นี่มันสูงเกินไป
อู้ฮู! พระพุทธศาสนาสูงขนาดนั้นเลยหรือ สูงจนจับต้องไม่ได้
พระพุทธศาสนาเรียบง่าย พิธีรีตอง เมื่อก่อนที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมยังไม่มีเลย หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เวลาท่านประพฤติปฏิบัติ ท่านเห็นหมดน่ะ แล้วเห็นแล้วท่านจะทำประโยชน์กับใครบ้าง ทำประโยชน์ๆ ไง
แล้วญาติของเรามันจะต่ำชั้นอยู่อย่างนั้นเลยหรือ ไม่สมควรได้รับไทยทานอย่างนี้เลยหรือ จะต้องเอาอาหารไปตั้งไว้ตามพื้นดิน ไปเซ่นไหว้อย่างนั้น แล้วเขาถึงจะได้กินใช่ไหม ญาติของเราทำบาปไว้หมดเลยหรือ ญาติของเราไม่ได้ทำบุญกุศลไว้บ้างเลยหรือ ญาติของเราก็ต้องควรทำความดีบ้าง ญาติของเราก็เชื่อในศาสนา ถ้าเขาเป็นคนทิฏฐิมานะ เขาดื้อของเขา นั่นมันก็กรรมของสัตว์ แล้วอุทิศส่วนกุศลไป ถ้ามันได้รับ มันก็คือได้รับ
โยมเขาเล่าว่า ทำบุญให้ญาติและบรรพบุรุษในชาติก่อนๆ ที่มีภพชาติต่ำ
แล้วชาติไหนล่ะต่ำ แล้วเวลาเขาพูด เป็นญาติที่ไหน
ในวัดวาอารามนะ สิ่งที่ว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ๆ น่ะ ส่วนใหญ่แล้วเขามีพวกเทพที่เฝ้า มันเกิด มันเกิดอย่างนั้น สิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ขลังต่างๆ เทพารักษ์พวกนี้พวกที่คุ้มครองดูแล มันจะเป็นพวกนั้น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธรูปยิ่งใหญ่ สิ่งที่ผู้ที่คุ้มครอง นั่นเป็นเรื่องโลกจิตวิญญาณ นี่ความเชื่อของเขาไง
แล้วคนเรามันจะต่ำต้อยอย่างนั้นตลอดไปเลยหรือ ญาติของเราทำไมมันอยู่ในภพชาติที่ต่ำล่ะ ทำไมญาติของเราไม่เป็นพระอินทร์ ญาติของเราไม่เป็นเทวดายิ่งใหญ่ล่ะ
นี่ไง เราจะบอกว่า มันเป็นศรัทธา มันเป็นความเชื่อ เราไม่ต้องไปเชื่อใคร เวลาเชื่อเขาๆ ปากก็ว่า แหม! รักเคารพ ปากก็ แหม! เราเป็นเพื่อนกัน เราเป็นหมู่พวกกัน อยากบอก
มันเป็นธุรกิจน่ะ จะเอาชุดเล็กหรือชุดใหญ่ มีทั้งชุดเล็ก มีทั้งชุดใหญ่ แล้วทำแล้วฉันทำให้ก็ได้ กรณีนี้เราเห็นมาเยอะไง
ถ้าเราเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จบ
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
เราทำบุญกุศลอุทิศให้กับญาติพี่น้องของเราแล้วจบ ใครจะมาเป่าหูอย่างไร พูดอย่างไร อย่าไปเชื่อ ไอ้โอนออนไลน์ โอนไว อย่างนี้มันเป็น เขาจ้างคนไทยเพื่อมาหลอกคนไทย ไอ้นี่มนุษย์ด้วยกันมาหลอกกัน แล้วมนุษย์มันเชื่อใครล่ะ
แล้วทำไมญาติเราต้องอยู่ภพชาติต่ำ ทำไมญาติเราไม่อยู่ภพชาติสูงล่ะ ทำไมญาติเราไม่อยู่เป็นเทวดา แล้วเราอุทิศส่วนกุศลไปเขาบอกว่า เฮ้ย! ของเอ็งน่ะเด็กๆ ข้าไม่สนใจ ของข้าเยี่ยม ของข้าเป็นทิพย์
เราจะบอกว่า มันเป็นธุรกิจนะ แล้วมันเป็นการกดขี่กันทางความเชื่อ แล้วมันเป็นร้อยแปด เราอย่าไปเชื่อ ไม่ต้องไปเชื่อหรอก ชีวิตก็ของเรา
คนถ้าไม่เชื่อในพระพุทธศาสนานะ ไม่เชื่ออะไรเลย แต่เราเชื่อในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ถ้าเราเชื่อในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันมีเวรมีกรรมของมันทั้งสิ้น แล้วเวรกรรมมันจะต่ำชั้นอยู่อย่างนั้นตลอดไปหรือ
ไอ้ที่ว่าญาติของเราต่ำชั้น ต้องให้ฉันไปแก้ให้ ต้องเอาเงินเอาทองมา
นี่เข้าธุรกิจแล้ว เยอะ อย่าเชื่อ ไม่ต้องเชื่อ แล้วไปหาพระก็ไม่ต้องเอาเงินไปให้ ไม่ต้องไปพะเน้าพะนอ
ตักบาตร หลวงตาท่านสอน เราเป็นชาวพุทธนะ ก่อนเข้าพรรษาให้ตักบาตรพระวันละองค์ก็ยังดี พระที่ได้ออกบิณฑบาตนั้นเป็นพระที่ดี พระที่ยังเคารพพระพุทธเจ้า เช้าบิณฑบาตเลี้ยงชีพ
ในพระพุทธศาสนา พระที่ยังออกบิณฑบาต เราเจอที่ไหน เราใส่บาตรพระนั่น จบ แล้วพระ เราใส่แล้ว ด้วยเจตนาของเรา เวลาเราใส่บาตรให้นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า นี้ใส่ศากยบุตรพุทธชิโนรส เป็นบุตร เป็นพวกชาวศากยบุตร บุตรขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราระลึกถึงแล้วเราใส่บาตรไป เราเท่ากับใส่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราใส่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โดยศากยบุตร โดยตัวแทนของพระ จบครับ ไม่ต้องไปเชื่อใคร
ไอ้นี่นะ ถือผีไง เข้าทรง ทรงเจ้า โอ้โฮ! ร้อยแปดพันเก้า แล้วก็ดูฤกษ์ดูยาม ดูดวง ดูร้อยแปด
เราไม่เห็นด้วยนะ เราถือว่ามันเป็นเรื่องพะรุงพะรังว่ะ
พระพุทธศาสนาเรียบง่าย ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
แล้วเราก็ทำดี ทำดีไม่ได้ดี ทำดีทุกวันเลย ไม่เห็นผลตอบแทนผลดีเลย
คนเรามันมีกาลเทศะ เวลาถึงเวลาที่เหมาะสม เวลาที่ดีงาม เราทำคุณงามความดีของเรา ถ้าทำแล้วมันยังไม่ได้ผล คำว่า “ไม่ได้ผล” มันได้แล้วแหละ มันได้ผลอันนั้น มันได้ผล หัวใจเรามีจุดยืน หัวใจของเราเป็นชาวพุทธ เราทำเพื่อสัจจะเพื่อความจริง เพื่อบุญเพื่อกุศล เพื่อสายบุญสายกรรมของเราทั้งสิ้น
คนอื่นมายุมาแหย่ มาปลิ้นมาปล้อน มาเป่าหู แล้วคิดดูสิ คนที่พูดเขามีวุฒิภาวะอะไร ไอ้คนที่มาสอน แล้วก็บอกว่า ถ้าไม่อย่างนั้นต้องทำแบบเชงเม้ง
เชงเม้งมันเป็นประเพณีของเขา แล้วไอ้พวกถือผีถือสาง เขามีเครื่องเซ่นไปเซ่นตามสามแยกสี่แยก ไอ้นั่นเขาก็เซ่นผี แล้วมันศาสนาผีหรือศาสนาพุทธล่ะ
เราศาสนาพุทธของเรา เราทำบุญใส่บาตรนี่
ไอ้สังฆทานๆ อีกเรื่องหนึ่ง ต้องอย่างนี้สังฆทาน อย่างนี้สังฆทาน
สังฆทาน ข้าวถุงเดียวนั่นแหละ แล้วระลึกถึงให้เป็นสังฆทาน เขาเรียกสังฆทานเปียก สังฆทานแห้ง สังฆทานมันก็อยู่ที่เจตนาเรา เราถวายต่อสงฆ์ ศากยบุตร พระมาองค์เดียวก็แล้วแต่ เราถวายพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เราถวายรัตนตรัย เราถวายเป็นสังฆทาน มันเป็นสมบูรณ์เลย สมบูรณ์ที่เจตนา สมบูรณ์ที่เราเจาะจง เราตั้งใจ
ทำบุญกุศลของเราด้วยความมั่นคงของเรา แล้วอย่าเชื่อมงคลตื่นข่าว อย่าเชื่อไอ้พวกข่าวลือ ข่าวอ้าง
ถ้าเป็นคนทั่วไป เราก็ไม่สนใจใช่ไหม นี่บอกเป็นญาติของเรา ดีไม่บอกเป็นพ่อแม่ของเราด้วย ไอ้เรานี่ขนลุกขนพองเลย โอ้โฮ! พ่อแม่เราไปตกทุกข์ได้ยากขนาดนั้นเชียวหรือ แล้วถ้าเราไม่ทำ เราเป็นคนเนรคุณ ไม่ทำให้พ่อแม่
ทำให้พ่อแม่หรือทำให้กระเป๋ามึงล่ะ ทำให้กระเป๋าใคร
ถ้าเราทำให้พ่อแม่ของเรา ขอบคุณนะที่มาบอกว่าพ่อแม่เราตกระกำลำบาก เดี๋ยวหนูจะใส่บาตรพรุ่งนี้เช้า จบ
ใครจะมาพูดดีเด่สูงส่งขนาดไหน เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าหนูใส่บาตร จบ
เราใส่บาตรแล้วเราอุทิศส่วนกุศลแล้ว
มันไม่ได้ๆ ช่วยไม่ถึงพ่อถึงแม่
ถึง ถึงเพราะเป็นพ่อแม่เรา เป็นญาติของเรา ญาติของเรามีเวรมีกรรมต่อกัน เราถึงได้มาเกิดเป็นพ่อเป็นแม่เป็นลูกกัน มันเป็นเรื่องพันธุกรรม เป็นเรื่องสายบุญสายกรรม พวกเอ็งอย่าเข้ามายุ่ง ไม่เกี่ยว
ไม่ต้องไปยุ่งกับใคร อย่าเชื่อ อย่าเชื่อมงคลตื่นข่าว อย่าเชื่อกระแสที่ปลุกเร้า
เชื่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จบ
ถาม : ข้อ ๒๗๕๙. เรื่อง “บัณเฑาะก์”
เหตุใดบัณเฑาะก์จึงไม่สำเร็จมรรคผลนิพพานคะ เคยอ่านเจอในมิลินทปัญหา และในวิสุทธิมรรคก็กล่าวถึงอาภัพสัตว์ บัณเฑาะก์หรือกะเทยเป็นสัตว์ที่ประกอบด้วยเครื่องกั้นคือกิเลส ในพระไตรปิฎกก็บอกไว้ว่า วัตถุวิบัติ ไม่ห้ามสวรรค์ แต่ถูกห้ามมรรค ไม่มีที่ไหนกล่าวสาเหตุอย่างละเอียดไว้ว่าทำไม ถ้าอย่างนั้นคนรักร่วมเพศก็ไม่มีสิทธิ์สำเร็จมรรคผลนิพพานหรือคะ
๑. ในกรณีมีคนที่ร่างกายเป็นหญิง แต่ปรารถนาเป็นชายเพื่อได้บวช แต่ต้องรออีก ๕๐๐ ชาติ ขณะที่รอ รูปกายเปลี่ยนจากหญิงเป็นชายนั้นถือว่าเป็นบัณเฑาะก์ และไม่สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานระหว่าง ๕๐๐ ชาตินั้นหรือไม่คะ แล้วถ้าถอนคำปรารถนานั้นในชาตินี้ จะทันมรรคผลชาตินี้ไหมคะ
๒. บัณเฑาะก์ที่พระพุทธเจ้าหมายถึงจริงๆ ตั้งแต่สมัยพุทธกาลนั้น หมายถึงอะไรคะ ในพระวินัยมีบอกว่ามี ๕ จำพวก แต่สองประเภทแรกบวชได้ ตรงที่ว่าบวชได้นี้มาจากพระพุทธเจ้าหรือกำหนดขึ้นเองในภายหลังคะ
ตอบ : นี่พูดถึงบัณเฑาะก์ๆ นะ บัณเฑาะก์ๆ เราก็ไปคิดถึงความรู้สึกในหัวใจไง เวลาเราคิดถึงสัจจะความจริง บัณเฑาะก์ๆ มันก็เป็นกิเลสทั้งนั้นน่ะ
เวลาเราดูทางโลก ผู้ที่ข้ามเพศๆ ส่วนใหญ่แล้วจะมีสติปัญญาพิเศษๆ เขาจะมีความรู้พิเศษของเขา เขาทำสิ่งใดแล้วมันจะชัดเจน มันจะดีงามกว่าพวกตรงเพศมาก นี่เพราะอะไร เพราะเขาพิเศษไง แต่พวกที่ตรงเพศๆ เพศชาย เพศหญิง เพศชาย เพศหญิงที่เป็นไอคิวสูงๆ มันก็มี สิ่งที่มีมันก็เป็นประโยชน์อย่างนั้นไง
ฉะนั้น สิ่งที่เวลาพูดถึงศาสนาว่า บัณเฑาะก์ไม่สำเร็จมรรคผลนิพพานได้
ไอ้คำว่า “มรรคผลนิพพานได้” นะ ในสมัยพุทธกาล พระพุทธศาสนา นางโคตมีเป็นหญิงคนแรกที่ได้บวชในพระพุทธศาสนา เมื่อ ๒,๕๐๐ กว่าปีมาแล้ว
ในพระพุทธศาสนา สิ่งที่ความเสมอภาค ความเสมอภาคเลยทั้งหญิงและชาย สมาธิไม่มีหญิงและไม่มีชาย มรรคผลก็ไม่มีหญิงไม่มีชาย
นางอุบลวรรณา ภิกษุณีในสมัยพุทธกาล เป็นพระอรหันต์ แล้วเป็นผู้ที่เอตทัคคะด้วย เป็นผู้เลิศในภิกษุณีทั้งหลาย เป็นเอตทัคคะด้วย นี่พูดถึงว่าเวลาเรื่องมรรคเรื่องผลไง ถ้าตรงเพศ
แต่เวลาเป็นบัณเฑาะก์ๆ บัณเฑาะก์ ถ้าเราตีความ ตีความบัณเฑาะก์ มันก็มีความรู้สึก มันมีกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ก็คือครอบครัวของมันนั่นแหละเป็นผู้พิกัด
เขาบอกว่า เหตุใดบัณเฑาะก์ถึงไม่สามารถสำเร็จมรรคผลนิพพานได้
มันไม่สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้ มันก็คือครอบครัวของมารไง มันก็พวกกิเลสตัณหาความทะยานอยากไง แต่ถ้ามันตรงเพศ หญิงก็เป็นพระอรหันต์ได้ ชายก็เป็นพระอรหันต์ได้ แต่ถ้าไม่ตรงเพศ มันก็เป็นกึ่งๆ มันก็เป็นเหมือนสิ่งที่ว่ามันเป็นกิเลสไง
นี่ก็ถามหลวงพ่อไง หลวงพ่อก็วินิจฉัยอย่างนี้ ถ้าวินิจฉัยอย่างนี้
มันบวชไม่ได้ๆ นี่คำถามไง ในกรณีนี้ที่มีร่างกายเป็นหญิง แต่ปรารถนาเป็นชายเพื่อจะบวชพระ ก็ต้องรออีก ๕๐๐ ชาติ
คำว่า “รออีก ๕๐๐ ชาติ” มันเป็นเวรกรรมของสัตว์ อย่างเช่นพระอานนท์ พระอานนท์แต่เดิมอดีตชาติท่านเป็นผู้หญิง แล้วท่านก็ปรารถนาเป็นผู้ชาย ๕๐๐ ชาติ ฉะนั้น คำว่า “๕๐๐ ชาติ” มันเปลี่ยนแปลงไป จิตใจมันไปก่อนไง แล้วร่างกายมันจะปรับไปเป็นชั้นๆๆ ไป
นี่พูดถึงว่า นี่มีในพระไตรปิฎก นี้มีในข้อเท็จจริง นี้เพราะว่าพระอานนท์เป็นอย่างนั้น แล้วพระอานนท์ปรารถนาเป็นชายๆ ก็เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ๕๐๐ ชาติ อย่างที่คำถามข้อ ๑. ว่า ต้องรออีก ๕๐๐ ชาติ
แล้วเราทำไมต้องไปรอล่ะ เราไม่ต้องไปรออีก ๕๐๐ ชาติ ในชาติปัจจุบันจะเป็นเพศใด เราวางสถานะนั้นไว้ แล้วปฏิบัติจากภายในให้มันเป็นความจริง ถ้ามันเป็นความจริงได้
ถ้ามันเป็นความจริงไม่ได้ เพราะความรู้มันมากเกินไปไง ความรู้มากเกินไป สงสัยมาก เที่ยวค้นคว้าแสวงหามาก มันก็สงบได้ยาก แล้วถ้ามันสงบแล้ว
เวลาประพฤติปฏิบัติ โดยธรรมชาติในการประพฤติปฏิบัตินะ ในมรรค ๘ ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ งานชอบ งานชอบ งานในอะไร
งานในค้นคว้าหากิเลส งานในการวิปัสสนา ในการชำระล้างกิเลส ยถาภูตัง งานในการฆ่ากิเลส เกิดญาณทัสสนะ รู้ตัวเองจริงว่าชัดเจน
ในการเป็นปกติๆ จะเป็นเพศใด ภพใด ชาติใดก็แล้วแต่ สัมมาสมาธิๆ สัมมาสมาธิคือรากฐาน สมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน
นี่เวลาบอกเลยนะ ไอ้พวกสมถะ สมถะมันเป็นหินทับหญ้า
แล้วถ้ามันไม่เป็นหินทับหญ้า มันก็เป็นเรื่องผิดปกติ ความผิดปกติของกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ความปกติก็คือสัมมาสมาธิ
ความผิดปกติในการเป็นบัณเฑาะก์ ๕๐๐ ชาติ ชาติที่ ๑ หรือชาติที่ ๔๙๙ อีกสี่ห้าร้อยชาติ มันเป็นเพราะอะไร
เวลามันเป็นไปด้วยความรุนแรง ด้วยการพลิกแพลงในการปรับพื้นที่ต่างๆ
นี่ไง ถ้าพูดถึงว่าถ้าเชื่อใน ๕๐๐ ชาติ เราก็เชื่อผลการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ
ฉะนั้น ถ้าผลเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ถ้ามันเป็น ๕๐๐ ชาติ จากผู้หญิงเป็นผู้ชาย
เราจะบอกว่า อย่างนั้นมันก็ไม่มีหญิง ไม่มีชาย เพราะชายก็เป็นหญิงได้ หญิงก็เป็นชายได้ แล้วมันมีหญิง มีชายตรงไหนล่ะ มันก็มหาภูตรูป ธาตุ ๔ แล้วก็จิตใจ นี่พูดถึงความเห็นไง
นี่คำถาม คำถามสิ่งที่ว่า เราจะต้องเป็นชาย ถือว่าเป็นบัณเฑาะก์ แล้วไม่สามารถบรรลุธรรมได้อีก ๕๐๐ ชาติ เมื่อไหร่คะ แล้วเราจะถอนความปรารถนาในชาตินี้ให้ทันมรรคผลได้ไหมคะ
เราวางได้ เราวางได้หมด ถ้าเราจะปฏิบัติ สัมมาสมาธิๆ กลับมาให้มันเป็นสัจจะเป็นความจริง แล้วฝึกหัดปฏิบัติของตน มันเป็นความจริงที่นี่ ถ้าเป็นความจริงที่นี่ มันปล่อยวางไปเอง สัมมาสมาธิมันไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ คือมันไม่พาดพิงสิ่งที่ว่าเป็นสิ่งยั่วยุ สิ่งเร้า สิ่งต่างๆ ทั้งนั้น สิ่งยั่วยุ สิ่งเร้า นี่ไง มันถึงเป็นมิจฉาไง ถ้ามันเป็นมิจฉาสมาธิ มันจะเข้าสู่มรรคได้อย่างไร มันก็ต้องเป็นสัมมาสมาธิสิ ถ้าสัมมาสมาธิยกขึ้นสู่วิปัสสนา เห็นไหม งานชอบ เพียรชอบ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้เองโดยชอบ โดยชอบ
ถ้าโดยไม่ชอบมันก็แถ ถ้ามันแถมันก็ออกไปนอกลู่นอกทาง ถ้ามันชอบธรรมมันก็ถูกต้องเข้ามา
ฉะนั้น สิ่งที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันเป็นเรื่องหนึ่ง สิ่งที่ว่า ๕๐๐ ชาติ แล้วสิ่งที่ว่าเป็นบัณเฑาะก์ๆ มันเกาะใจเรามากน้อยแค่ไหน ถ้ามันเกาะใจเรา ๕๐๐ ชาติ ชาติที่ ๑ หรือชาติที่ ๔๙๙ ล่ะ สิ่งนี้มันหนักมันเบาแตกต่างกันอย่างไร
เวลาแก้ มันขาดที่นั่น เวลามันขาด มันขาดกันที่ใจนะ แล้วถ้าขาดที่ใจมันจะชัดเจนของมันไง ขณะไง ทุกข์ สมุทัย นิโรธ ดับ ขณะจิต ขณะที่เป็นชั้นเป็นตอน บุคคล ๔ คู่ ถ้าเป็นความจริงนะ
ถ้าไม่เป็นความจริงก็นี่ไง ไหลไปอย่างนี้ ไม่มีขณะ พวกเรา พวกเราก็ไหลไปตามกิเลสไง
แล้วหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราท่านข้อเท็จจริงของท่าน
พวกเขามีขณะก็เรื่องของเขา พวกเราก็ไปตามแต่ความพอใจของเรา
มันก็เป็นบัณเฑาะก์นี่ไง ก็ไหลไปเรื่อยไง ทิฏฐิมานะไง กับโลกไง มันก็ไม่จบสิ้นไง นี่ข้อที่ ๑.
๒. บัณเฑาะก์ที่พระพุทธเจ้าหมายถึงจริงๆ ในสมัยพุทธกาลนั้น หมายถึงอะไร ในพระวินัยมีบอกว่ามี ๕ จำพวก แต่ ๒ จำพวกแรกบวชได้
มันมีหลายประเภท บางคนในตนเองมี ๒ เพศ มี ๒ เพศเลย มีทั้งเพศหญิง เพศชายในตัวเองเลย ไอ้ข้อนี้พูดแล้วมันจะเข้าสู่ทางการแพทย์ไง เดี๋ยวจะต้องไปเถียงกับพวกหมอแล้ว
เดี๋ยวนี้ไม่จำเป็นเลยนะ เดี๋ยวนี้มันเกิดมากี่เพศก็แล้วแต่ ผ่าตัดเหลือเพศเดียว เดี๋ยวนี้ศัลยกรรมมันเจริญมาก เดี๋ยวนี้ทำได้หมดน่ะ จากหญิงเป็นชาย จากชายเป็นหญิงด้วย ศัลยกรรมทำได้ทั้งนั้นเลย นี่พูดถึงว่าในปัจจุบันนี้เรื่องทางการแพทย์มันเจริญไง
แต่สมัยนั้นมันไม่มีไง สมัยนั้นน่ะ แต่ไม่มี มันก็มีที่ว่าผ่าตัดสมอง ในสมัยพุทธกาลมีผ่าตัดสมองนะ ต้องจับมัดไว้เลย ๓ เดือนไม่ให้ขยับเลย เปลี่ยนทีละท่า ผ่าตัดในสมัยนั้น ในสมัยนี้ไง
ฉะนั้น สิ่งที่ว่า ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกไว้ มันเป็นอย่างไรคะ บวชได้หรือบวชไม่ได้
ไอ้นี่มันอยู่ที่เรา แม้แต่การบวชในปัจจุบันนี้ เวลาเราบวชแล้วเราก็อยากจะให้ถูกต้องชอบธรรม ความถูกต้องชอบธรรมไง ถูกต้องชอบธรรมมันก็ถูกต้องชอบธรรม แล้วอยู่คนละนิกายอย่างนี้ มันก็บวชแตกต่างกัน ความเชื่อก็แตกต่างกัน
แต่ถ้าบวชโดยสัมมาทิฏฐิความถูกต้องชอบธรรม แล้วเราประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริง ถ้ามันเป็นจริงขึ้นมา มันเป็นไปได้
นี่ในวงกรรมฐานนะ เวลานั่งสมาธิกันเกือบเป็นเกือบตาย ไม่ได้สมาธิ เวลาทำสมาธิแล้วมันเด้งออกมา เด้งเลยนะ
แล้วคนทำสมาธิไม่เป็น สมาธิมีการเข้าการออกด้วยหรือ
มึงรู้จักอะไรวะ
นี่ไง เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ ตัดป่าทั้งป่า ไม่ได้ตัดต้นไม้แม้แต่ต้นเดียว
กิเลสมันเป็นป่าทั้งป่าเลย เวลาตัดหมดเลย เหมือนตัดถางป่าทั้งป่าเลย แต่ไม่ได้ถางอะไร เพราะอะไร เพราะกิเลสเป็นนามธรรมไง
การฆ่าสิ่งใดๆ ในโลกนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปฏิเสธหมด ไม่ให้มีการสร้างเวรสร้างกรรม แต่สรรเสริญในการฆ่ากิเลส ในการฆ่ากิเลส ถ้าสรรเสริญในการฆ่ากิเลส ถ้าฆ่ากิเลสแล้วนะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสาธุเลย
ในพระไตรปิฎก เราอ่านมาหมดแล้วแหละ
เวลาผู้ที่สำเร็จเป็นพระอรหันต์มากราบทูลองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะถามเลย “ใครทรมานมา ใครทรมานมา”
คำว่า “ทรมาน” หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นแก้จิตๆ แก้ยากนะ คำว่า “ทรมาน” คือครูบาอาจารย์ที่คุ้มครองดูแลรักษาจนกว่าจะพ้นจากกิเลสได้ ใครทรมานมา ทรมานกิเลสไง ทรมานไม่ให้กิเลสมันครอบงำในหัวใจไง แล้วพยายามคุ้มครองดูแล ทำให้มันถูกต้อง ชักให้มันเข้าทางไง
ใครทรมานมา
เพราะกว่าจะสิ้นเป็นพระอรหันต์แต่ละองค์มันได้ง่ายอย่างนี้หรือ
ไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะถามเลย ในพระไตรปิฎกไปเปิดได้
“ใครทรมานมา เป็นลูกศิษย์ใคร ใครดูแลมา”
เพราะว่าท่านเป็นพระอรหันต์ ท่านเป็นศาสดา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
นี่เขาบอกว่า ไอ้ที่ว่าบวชไม่ได้ๆ มันเป็นตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าหรือมาวินิจฉัยกันเองภายหลังนี้
นี่พูดถึงบัณเฑาะก์เนาะ เพราะความเชื่อ นิกาย เวลาแยกส่วนไปแล้วร้อยแปด มหายาน หีนยาน นี่ก็เรื่องหนึ่ง
แต่ถ้าเวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ไก่มันก็มีชื่อ สายพันธุ์เหลือง สายพันธุ์เขียว สายพันธุ์แดง สายพันธุ์ไหนล่ะ นี่ไง สายพันธุ์ไง แต่เวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมาต้องแก้กิเลส ไก่มันก็ยังมีชื่อ
นี่ก็เหมือนกัน เวลาเราคิดถึงวิธีการ มันก็เป็นลัทธินิกายความเชื่อ แต่ถ้าเอาจริง หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านทำถึงที่สุดแห่งทุกข์ แล้วครูบาอาจารย์ของเราปฏิบัติถึงที่สุดแห่งทุกข์
ฉะนั้น คำว่า “บัณเฑาะก์” เราตีความว่ากิเลส เราตีความว่ากิเลสในหัวใจที่มันพอกพูน
แล้วถ้ามันบวชได้ บวชไม่ได้ เพราะว่ากิเลสในใจของเราหรือความเป็นไปในชีวิตของเรา กับในพระไตรปิฎก ถ้าเราเคารพ เราบูชา เราเชื่อตามนั้น เราทำตามนั้น แล้วในการปฏิบัติ เราก็จะปฏิบัติของเรา
เพราะเขาบอกว่า เหตุใดบัณเฑาะก์ถึงไม่สำเร็จมรรคผลนิพพานได้ แต่ไม่ห้ามเรื่องนรกสวรรค์ เพราะมันเป็นวัตถุวิบัติ มันเป็นการห้ามมรรคห้ามผล
นี่พูดถึงเวลาเขาพูดนะ
ห้ามมรรคห้ามผล ปาราชิก ๔ ตาลยอดด้วน เพราะอะไร เพราะเขาทำผิดไง ปาราชิก ๔ โกงเขาเกินบาท ฆ่าเขาด้วยชีวิต ทำพระพุทธเจ้าให้ห้อพระโลหิต นี่ไง ตาลยอดด้วน นี่พูดถึงว่ามันเป็นสิ่งที่ว่าห้ามมรรคห้ามผล เพราะกิเลสมันหนา เพราะทำความชั่วไว้มาก
แต่ถ้ามันเป็นจริงล่ะ เราทำของเรานี่
นี่พูดถึงบัณเฑาะก์ เขาถามว่า ให้หลวงพ่อวินิจฉัยไง
ถ้าหลวงพ่อวินิจฉัย หลวงพ่อก็วินิจฉัยตามความเห็นนะ แต่เวลาผู้ถามหรือคนที่มันมีเวรมีกรรมแบบนี้ ก็อยากจะแสวงหาทางออกที่ดีงาม ถ้าแสวงหาทางออกที่ดีงาม มันก็อยู่ที่อำนาจวาสนา อำนาจวาสนานะ
เพราะเขาบอกว่า ถ้าอย่างนั้นต้องรออีก ๕๐๐ ชาติ กว่ามันจะสมบูรณ์แบบในตรงเพศ ในความตรงกับเพศต้อง ๕๐๐ ชาติ
ในชาติปัจจุบันนี้ก็แก้ไขเอา แก้ไขเอา เพราะว่าเวลาภิกษุ ภิกษุณี ก็เป็นพระอรหันต์ด้วยกันทั้งสิ้น แต่ของเรามันเป็นบัณเฑาะก์ ก็แก้ไข แก้ไขเอาภพชาตินี้ เพราะว่ามันเป็นเรื่องกรรมของสัตว์ สพฺเพ สตฺตา สัตว์ทั้งหลาย เชื่อเรื่องเวรเรื่องกรรม แล้วเราไม่มีใครจะไปแก้ไขอะไรได้ เว้นไว้แต่ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก แก้ไขเองด้วยหัวใจของตนเอง เอวัง